MJ the Random Journey - Europe : Sweden PART 1-1 : Stockholm (ลุยเดี่ยวเที่ยวยุโรปคนเดียว 40 วัน ภาค 1-1 สวีเดน : สต๊อกโฮล์ม)

4:07 PM

MJ the Random Journey in Europe
"Sweden" PART 1-1
สต๊อกโฮล์ม เมืองแห่งความอบอุ่นและเป็นมิตร ตอนที่ 1 

all goes in Thai language :)



หลังจากนั่งเครื่องบินมาประมาณ 12 ชั่วโมงได้ (จากกรุงเทพ ไปกาตาร์ / กาตาร์ มาสต๊อกโฮล์ม) นั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยจะหลับ อาจเพราะตื่นเต้นและประหม่าเล็กน้อย ทริปนี้เป็นทริปแรกที่เราออกเที่ยวคนเดียว แบบคนเดียวจริงๆ ไม่มีใครมาด้วย และไม่ได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับสวีเดนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเราอยากไป และเราก็คงจะรักมันอย่างที่เราหวังไว้ 

พอมาถึงสต๊อกโฮล์ม สนามบิน Arlanda ไฟลท์เรากับไฟลท์เวลาใกล้เคียงมีกลุ่มคนไทยที่มาเก็บเบอร์รี่ที่นี่ ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางจะตื่นเต้นไม่แพ้กับเรา เราชวนบางคนคุยบ้าง ทุกคนดูอารมณ์ดี เราก็อารมณ์ดีเหมือนกัน ตื่นเต้นด้วย ในใจคิดว่าจะเข้าเมืองยังไงดีวะๆๆ หาข้อมูลมาแล้ว แต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า (ประหม่าเล็กน้อยกับการมาถึงยุโรปครั้งแรก -เคยไปรัสเซียมา แต่คงไม่นับมั้ง) แต่แล้วพอถึงตาเราต้องตรวจกับ ตม. ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่สงสัยจ้าาา นางสงสัยว่ามาทำอะไร มานานมั้ย มีเงินเท่าไหร่... ตอนนั้นคือไม่ค่อยหวั่นใจอะไรมาก จริงๆ ควรกลัว แต่สภาพจิตใจตอนนั้นคือดีใจมากที่มาถึง และในใจเชื่อมั่นมากกกก ว่ายังไงชั้นก็ต้องเข้าประเทศได้ ชั้นรักสวีเดน (ทั้งที่เพิ่งเจอ) ชั้นต้องเข้าไปให้ได้ เลยตอบไปแบบมั่นๆ ตามความจริงทุกอย่าง อ้อ.. แต่ไม่ได้บอกนะว่าจะมาทำงาน Workaway หรืออาสาอะไรทำนองนี้ เพราะเคยอ่านจากบางกระทู้มา เค้าบอกว่าอย่าบอก ถ้าบอกแล้วจะมีปัญหา เพราะเราไม่ได้มีใครเชิญมา หรือทำจดหมายอะไรมา... ในที่สุดก็ไม่มีอะไร ผ่านฉลุย เจ้าหน้าที่แค่สงสัยเรื่องเงิน พอบอกว่ามีบัตรเครดิตก็โอเค ไม่ได้เช็คอะไรมากแล้วให้เข้ามา

Brushing teeth, Arlanda Airport




เรานั่งรถบัสของสนามบินเข้ามาในเมือง ลงที่สถานี subway ใกล้ๆ กับโฮสเทลที่จะไป แต่ดั๊น.. หาโฮสเทลไม่เจอ แถมยังไม่มีเน็ต เลยไปที่ร้านมินิมาร์ทเพื่อซื้อซิม และถามทางจากคนที่นั่น ความประทับใจแรกกับคนสวีเดนคือ 90% ของคนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ และดีมากๆ ดีแบบ ดีมากกกกกกกก และถ้าหากเราขอความช่วยเหลืออะไรจากเขา เช่นถามทาง หรือถามอะไรก็ตาม ทุกคนจะช่วยอย่างเต็มใจ และตั้งใจมาก เราได้หนุ่มสวีเดนสูง หล่อ คนนึงพอเดินไปถึงที่พัก น่ารักมากๆๆๆๆ แต่ไม่สนหรอก ๕๕๕๕๕๕ ลืมบอกไปว่าเรามาถึงสต๊อกโฮล์มได้ประมาณ 7 โมงเช้ากว่าๆ เลยเช้ามากกก เช้าจนเรายังเช็คอินไม่ได้ เลยเอากระเป๋าใบใหญ่ไปฝากที่โฮสเทล และตัดสินใจว่าจะออกไปเดินเล่นในเมือง หาอะไรกิน แล้วกลับมาเช็คอินอีกทีตอนบ่ายสอง แต่เมื่อเอากระเป๋ามาฝากเสร็จ ออกจากโฮสเทล ประตูปิด ปัง! ปุ๊บ...ในใจคิดกับตัวเองทันทีว่า... แสรดเอ๊ยยย แล้วกุจะไปไหนต่อดีวะ

เราตัดสินใจนั่ง subway แล้วไปลงแบบแรนด้อม เพราะจากแพลนที่คิดไว้ว่าจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เด็ก หรืออะไรก็ตามแต่ เรายังไม่อยากไปตอนนี้ ในที่สุดเราก็เลือกไปเดินเล่นที่ Gamla Stan ย่านเมืองเก่า หรือเรียกอีกชื่อว่า Old Town Stockholm พอมาถึง เราก็เดินตามๆ คนเค้าไป เห็นเค้าเดินไปไหนก็เดินไป จนได้พบกับ Gamla Stan ที่สวยมากกก สวยมากๆๆๆๆ แบบสตั๊นไปสิบวิ... ย่านนี้จะเป็นย่านเมืองเก่าที่มีตึกหรือร้านรวมเล็กๆ เป็นสีโทนแดงๆ น้ำตาล เหลือง ถ้าจะให้เปรียบเทียบจากเมืองที่เคยไปในเอเชีย ก็น่าจะน่ารักคล้ายๆ กับพวกมะละกาในมาเลเซีย หรือไม่ก็ปีนัง เราชอบอะไรแบบนี้ แบบเล็กๆ น่ารัก มีความอบอุ่น ย่านนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก และร้านของฝากต่างๆ ร้านอาหาร บาร์ ก็เยอะมากไม่แพ้กัน เราเดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปเล่นบ้าง มองนู่นมองนี่ เพลินไปอีกแบบ แต่ในที่สุดก็หิวและพยายามหาในกูเกิ้ลว่ามีร้านอะไรถูกๆ บ้าง... แต่คงคิดผิด เพราะของที่สต๊อกโฮล์มแพงมาก เราเลยเดินกลับไปที่สถานีเพื่อหาอะไรกินในซูเปอร์มาร์เกตในนั้น สรุปแล้วก็ได้แซนด์วิชอันใหญ่ราคาเกือบร้อยยี่สิบ และแฟนต้ารสมะม่วง (อร่อยมาก) ในราคาเกือบเจ็ดสิบบาทมั้ง ถ้าจำไม่ผิด แล้วก็ออกมาหาที่นั่งกินแถวๆ นั้น 

Lovely street, Gamla Stan

Very lovely shop in Gamla Stan


Shops in Gamla Stan



ระหว่างที่กินก็รู้สึกได้ว่า.. การมาเที่ยวคนเดียวนี่มันเหงาเหมือนกันนะ หรืออาจเป็นเพราะว่าเราเป็นคนชอบคุย พออยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนคุยด้วยงี้มันโคตรเหงา เหงาแบบไม่รู้จะทำอะไร สักพักเรานึกได้ เลยเช็คข้อความที่เคยส่งหาเพื่อนที่สต๊อกโฮล์มคนนึง ที่รู้จักกันในเน็ต เราใช้หลายช่องทางในการหาเพื่อนเที่ยวและคนท้องถิ่นพาเที่ยวเยอะมาก ทั้งใน couchsurfing.com อันนี้แนะนำมากๆๆๆ เจอคนดีเยอะมากๆๆๆ และในทางอื่น (ค่อยว่ากันอีกทีเนอะ หึๆ) พอเช็คเลยได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ส่งมาหาเราเมื่อวาน ตอนเราอยู่บนเครื่องบิน เราเพิ่งได้เช็คก็เลยรีบส่งกลับในข้อความมือถือ และในที่สุด เราก็ได้รับข้อความตอบจากเธอในเวลาไม่เกินห้านาทีว่า ‘เดี๋ยวชั้นไปหาเธอ! บ้านชั้นอยู่ห่างออกจากเมืองมาหน่อย ใช้เวลานิดนึง งั้นเดี๋ยวเจอกันประมาณบ่ายสองนะ’ ตอนนั้นเกือบบ่าย เราโอเค ดีใจที่จะได้มีเพื่อนสักที เลยส่งตอบกลับไปว่า โอเค ชั้นจะรอ...

Gamla Stan


บ่ายสอง ในที่สุดเราก็ได้เจอกับโลวิซ่า เพื่อนสต๊อกโฮล์มคนแรกที่ได้เจอกัน เราคุยกับเธอมาประมาณเดือนนึงก่อนจะมา ไม่ได้หวังมากว่าจะได้เจอ เพราะเธอเหมือนจะไม่ว่างช่วงนี้ แต่ด้วยความน่ารักชอบช่วยเหลือ ช่วยหาข้อมูล และถามไถ่เอาใจใส่ว่าเราจะมาวันไหน พักที่ไหน บลาๆ จนในที่สุดเธอก็ว่างมาเจอกัน เธอน่ารักมาก ตัวเท่าๆ กับเรา (ถือว่าตัวเล็ก) แต่งตัวสบายๆ ใส่หมวกแก๊ป ผมสีแดง สะพายเป้ รองเท้าผ้าใบ เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป เราไม่รู้ว่าคนสวีดิชปกติสูงมากมั้ย แต่เท่าที่ได้เพื่อนใหม่มาทั้งหมด ทุกคนตัวไล่เลี่ยกับเรา ไม่มีใครสูงเว่อร์ๆ เลยสักคน อาจจะบังเอิญหรือสาวสวีดิชอาจตัวไม่สูงใหญ่มากรึเปล่า อันนี้ลืมสังเกต โลวิซ่าพาเราไปเช็คอินที่โฮสเทล ขึ้นมาช่วยถึงห้อง เราจองโฮสเทลแบบนอนรวมแต่เป็นหญิงล้วน (เที่ยวครั้งแรก แอบรู้สึกหวั่นๆ เลยเอาปลอดภัยไว้ก่อนหญิงล้วน แต่มารู้ทีหลังว่าหญิงล้วนบางทีก็เต็มเร็ว และนอนรวมหญิงชายก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย) ห้องน่ารัก เป็นเตียงสองชั้นนอนกัน 8 คน ตามสไตล์ของโฮสเทลเวลาเข้าไปแล้วเจอใครจะทักทายกัน บางทีอาจได้เพื่อนเที่ยวโดยไม่รู้ตัว เพราะส่วนมากมากันคนเดียว แต่ตอนที่เราเข้ามาเช็คอินเป็นช่วงบ่ายเลยไม่มีใครอยู่ พอเก็บของ เตรียมตัวอะไรเสร็จแล้ว โลวิซ่าก็พาไปเดินเล่นแถวๆ Center ของสต๊อกโฮล์ม เราไปซื้อสลัดกันในซูเปอร์มาร์เก็ต และเราบ่นว่าอยากกินเบียร์ โลวิซ่าเลยบอกว่าที่สวีเดนน่ะมีกฏหมายค่อนข้างเข้มงวดนะ คือซื้อเบียร์ตามซุเปอร์จะมีแอลกอฮอล์แค่ 2-2.5 % เท่านั้น แต่ถ้าอยากกินเบียร์หรือเหล้าอะไรจริงๆ ต้องไปที่ร้านเฉพาะของเค้า แล้วเธอก็พาเราเดินไปที่ร้านนั้น สาวกสวีเดนคงรู้จักชื่อนี้ดี... Systembolaget จะว่าไปเรารู้สึกว่าสำหรับคนที่อยากกินเบียร์เยอะๆ บ่อยๆ แบบเรา มันอาจจะลำบากเวลาซื้อหรือเข้าบาร์ เพราะที่สวีเดนมีกฏหมายร้านหรือบาร์ต่างๆ ก็ปิดเร็ว เปิดช้า เราเคยคิดว่ากฏหมาย สสส. บ้านเราที่ว่าเรื่องมากแล้ว ที่นี่เค้าเข้มกว่า เราถามโลวิซ่าว่าทำไม เธอตอบมาว่าเพราะกฏหมายต้องการควบคุมคน ไม่อยากให้เมาเละหรืออาละวาด บ้าบอคอแตกตามท้องถนน ซึ่งเท่าที่เราเห็น (อาจมีเมาๆ เรื้อนๆ วัยรุ่นบ้างตามวันหยุด) เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีพอสมควรในการจัดระเบียบบ้านเมือง เอาล่ะ พอเราได้เบียร์แล้ว ก็ไปหาที่นั่งกัน โลวิซ่าพาเราไปนั่งริมน้ำ ฝั่งตรงข้ามของ Stockholm Palace นั่งคุยกัน นั่งมองเมือง มองแม่น้ำ มองคน... เป็นความรู้สึกที่ดีมาก และผ่อนคลายมาก เรารู้สึกดีใจที่ในที่สุดเราก็ได้มาถึงสวีเดน เรามาคนเดียว มาเจอเพื่อนที่น่ารัก พาไปนู่นนี่ ตอนนี้ไม่เหงาและตื่นเต้นกับหลายๆ อย่างรอบๆ ตัว นั่งๆ ไปก็มีเป็ดเดินขึ้นจากฝั่งเดินมาทักทาย มาขออาหารกิน วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ 23-25 องศาได้ รู้สึกโดนแดดแผดเผามาก แต่ดูฝรั่งจะชอบ เราเลยชอบตามๆ กันไป สนุกดี

A duck chilling in the sun

Nice


หลังจากนั่งผ่อนคลายกันสักพัก โลวิซ่าก็ชวนเราไปเดินใน Gamla Stan อีกรอบ ซึ่งเราก็ตอบตกลงในทันใด เพราะเป็นที่โปรดของเรา เธอพาเราเดินดูรอบๆ และพาเข้าร้าน Science Fiction Book Store (Science Fiction Bokhandeln) เป็นร้านที่น่ารักมากกกกก ใครเป็นสาวก Harry Potter, Game of Thrones, Adventure Time, Lord of the Rings, และอื่นๆ ที่คนสไตล์เนิร์ดๆ หรือไม่เนิร์ดจะชอบกันได้ มาแล้วต้องชอบแน่นอน เราชอบมากกกกกก ในร้านมีหนังสือการ์ตูน ฟิคชั่น ของสะสมต่างๆ ของการ์ตูนมากมายหลายเรื่อง และอนิเม และหนัง มีตุ๊กตา มีหนัง มีของสะสมของหนังเกือบทุกเรื่อง ซีรีส์เกือบทุกเรื่อง รับรองว่าใครเป็นติ่งของหนังอะไร หรือการ์ตูนอะไร ไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน แต่เราไปตอนร้านใกล้ปิด (ห้าโมงเย็น) เดินๆ อยู่สักพักก็ต้องออกมา และที่ต่อไปที่โลวิซ่าพาเราไปนั่นก็คือออออ Aifur Krog & Bar เป็นบาร์สไตล์ไวกิ้ง (อ้อ มีอาหารด้วย) คือสวยมากกกกก สวยแบบเข้าไปแล้วอึ้ง อ้าปากค้าง ใครที่ชอบหนังสไตล์ Medieval หรือเคยเห็นบาร์สไตล์เก่าๆ ในหนังเช่น Game of Thrones หรืออะไรก็ตามแต่ ที่อารมณ์ว่าเวลาจะมาต้องขี่ม้ามา แล้วจอดม้าไว้นอกร้านอ่ะ รับรองว่าต้องชอบที่นี่มากๆๆๆๆ แน่ๆๆๆๆ เพราะเราชอบมากกกกกกก เข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุคไวกิ้ง ยุคเมดิวัล หรืออะไรทำนองนี้ บรรยากาศในร้านสวยมาก จัดเป็น medieval และพนักงานก็แต่งตัวแบบนั้น โลวิซ่าดีใจที่เราชอบ เราบอกว่า ‘ฉันฝันอยากเข้าบาร์แบบนี้มานานแล้ว ไม่รู้เลยว่าที่นี่มีด้วย... เธอทำความฝันฉันเป็นจริงนะ ขอบคุณมาก’ แล้วเราก็พยายามถ่ายรูปออกมา แต่ไม่สวยเท่าของจริง โลวิซ่าบอกว่าที่นี่รับจัดเลี้ยงแบบสไตล์เมดิวัล สมมุติว่าอยากจัดงานเลี้ยงวันเกิด หรือฉลองอะไร ให้โทรบอกที่ร้าน และพอถึงเวลา ทางร้านจะมีพิธีเล็กๆ น้อยๆ มีการประกาศ เหมือนยุคเมดิวัลไปอีกกก เราชอบมาก ชอบจริงๆ และเธอก็ลุกไปสั่งเบียร์อะไรสักอย่างหวานๆ อร่อยมาก เป็นสูตรของร้าน โลวิซ่าเลี้ยงเราอีกแล้ว เราเกรงใจมาก แต่คนสวีดิชใจดีกับเรามาก เธอบอกว่าไม่เป็นไร เราเป็นแขก โห เรารู้สึกอบอุ่นใจมากที่ได้รับการต้อนรับที่ดีแบบนี้ตั้งแต่วันแรก และนั่งๆ ไปสักพัก เธอก็เอ่ยปากชวนเราว่า ‘ถ้าเธอไม่รังเกียจ เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านเรามั้ย บ้านเราอยู่ออกนอกเมืองไปอีก แต่ไม่ไกลมาก แล้วเดี๋ยวกลับมาส่งที่โฮสเทล’ โอ้โห ชวนกันขนาดนี้มีหรือจะปฏิเสธ เราดีใจมากพร้อมกับตื่นเต้นที่จะได้ไปบ้านคนสวีดิชเป็นครั้งแรก เลยตอบตกลงไปทันที เธอดูดีใจ เราก็ดีใจไม่แพ้กัน

a viking bar!

very nice

candles make it better!

ahh

Lovisa and the bar

I can't understand, but still cool!


พอออกมาจากร้าน เราแอบตกใจเล็กน้อยเพราะฝนเพิ่งตกไปหมาดๆ แต่ที่ตกใจกว่าคือฟ้ายังไม่มืด! ก็จริงที่เราเพิ่งมาจากไทยสดๆ ร้อนๆ เลยยังไม่ชินกับท้องฟ้าที่มืดตอนห้าทุ่ม แต่เมื่อกี๊เราเพิ่งเคลิบเคลิ้มกับความรู้สึกสไตล์บาร์ไวกิ้งแบบเมดิวัล สลัวๆ มืดๆ สวยๆ พอออกมาก็นึกว่าจะมืด.. อ้าว เปลี่ยนอารมณ์เลยแฮะ กลับสู่โหมดคนเมืองตามปกติ ฮ่าๆ โลวิซ่าพาเราเดินผ่าน Gamla Stan และทะลุออกมาที่ท่าเรือ เดินลัดเลาะถนนไป สต๊อกโฮล์มสวยมากสำหรับเรา เราชอบบรรยากาศริมน้ำ มีนก มีเรือ มีผู้คนเดินไปมา และตึกรามบ้านช่องที่สวยงาม บางแห่งมีกราฟิตี้ มีศิลปะ โลวิซ่าชี้นู้นนี่ให้ดู และเล่าว่าที่นี่คืออะไร ร้านนี้เพิ่งเปิดใหม่ นู่นนี่นั่น จนเราเดินไปขึ้นรถบัสด้วยกัน ‘นานหน่อยนะ แต่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง’ เธอพูด เราโอเคทุกอย่าง เพราะทุกอย่างคือความน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเรา จะนานหรือเร็วเราก็ชอบทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่งที่เราประทับใจคนสวีดิชมากๆ ก็คือหากเราได้เอ่ยปากถามหรือขอความช่วยเหลืออะไรไป ทุกคนจะช่วยหาอย่างเต็มใจ อย่างสุดความสามารถ และทำเหมือนว่าเป็นเรื่องของเค้าไปเลย คือเราอย่างที่บอกว่าเป็นติ่งวงดนตรีและนักร้องหลายๆ คน และหนึ่งในนั้นกำลังจะมีคอนเสิร์ทที่เมืองทางเหนือของสวีเดน เราเอ่ยปากถามโลวิซ่าไปว่า ถ้าเรานั่งรถไฟจากเมืองนี้ไปเมืองนั้น มันจะแพงมากมั้ย ควรทำยังไง เราอยากไปดูนักร้องคนนี้ โลวิซ่าไม่รีรอรีบหยิบมือถือขึ้นมาหาข้อมูลอยู่นานมาก เราเลยประทับใจกับเรื่องเล็กๆ แต่มีความหมายแบบนี้ ไม่น่าใช่เรื่องง่ายที่จะเจอเพื่อนดีๆ และช่วยเหลือเราได้ขนาดนี้ นี่ขนาดวันแรกนะ เรายังประทับใจขนาดนี้ 

เรานั่งรถบัสมาไม่นานก็ถึง พอลงจากรถเราก็ชอบเลย (ชอบทุกอย่างเลยตอนนี้) เพราะบรรยากาศเป็นเหมือนหมู่บ้าน เงียบๆ มีต้นไม้เยอะๆ ตามสองข้างทาง มีบ้านสีแดง สีเหลือง เรียบๆ ง่ายๆ แต่สวยงาม ตั้งอยู่ห่างกันเป็นพักๆ โลวิซ่าพาเราเดินต่อ เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จากที่ชิลๆ มองข้างทางจนเราเริ่มเหนื่อย เพิ่งสังเกตว่าเธอเดินเร็วมากกกกกก เร็วแบบเราต้องรีบสาวเท้ายาวๆ ตามเธอ ตัวก็เท่าๆ กันแต่ทำไมเดินเก่งจังฟะ... อ่อ คนเมืองนอกเค้าคงเดินเยอะกว่าคนไทยเป็นแน่แท้ เพราะอากาศก็ดีกว่า เดินไปไหนได้ไกลๆ สะดวกสบายดี แต่บ้านเราน่ะเหรอ แค่จะเดินจากบ้านไปหน้าหมู่บ้านก็ตายแล้วจ้าาา ร้อนมั่กๆ ระหว่างทางที่เดินมาเธอชี้ให้เราดูร้านนู้นนี้ ร้านขายของประดับบ้านเก่าๆ บ้าง ร้านอาหารไทย (ที่มีเยอะเป็นดอกเห็ดในสวีเดน) โรงเรียน และอื่นๆ ทุกๆ อย่างรูปร่างเป็นบ้านเหมือนบ้านทั่วไป ถ้าเธอไม่บอกเราว่าเป็นอะไรเราก็คิดว่าเป็นบ้านคนทั่วไป เราชอบความเรียบง่ายของบ้านที่สวีเดน ชอบความเงียบในย่านนี้ ไม่ค่อยมีคน มีธรรมชาติ และในที่สุดเราก็เดินมาถึงบ้านโลวิซ่า! บ้านเธอเป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่เล็ก แต่มีความสวยงามและเรียบง่าย ดูสะอาด ดูเหมือนบ้านจำลองใน IKEA คือสวย สะอาด และน่าอยู่มาก เราเจอกับคุณพ่อของโลวิซ่าที่กำลังซ่อมอะไรบางอย่างอยู่ในโรงรถ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราจะมา คุณพ่อทักทายด้วยการจับมือ อ้อ ลืมบอกไป พ่อหล่อด้วยฮ่าๆ สีหน้ายิ้มแย้มและภาษาอังกฤษดีเลิศ! และเราก็เดินตามโลวิซ่าเข้าบ้านมาเจอกับคุณแม่ที่กำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว แม่ของเธอใจดีมาก ยังสวย และชวนเราคุยเยอะแยะไปหมด พอรู้ว่าเรามาจากเมืองไทยทุกคนก็สนใจ ถามนู่นนี่เกี่ยวกับเมืองไทย ได้ยินมาว่าคนสวีดิชชอบเมืองไทย มักจะชอบไปเมืองไทยตอนช่วงหน้าหนาวของเค้า 
และบ้านโลวิซ่าก็เคยมาเมืองไทยแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งแน่ะ! 

ระหว่างรอคุณแม่ทำกับข้าว เรากับโลวิซ่าช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร และออกไปเดินเล่น โลวิซ่าพาเราไปเดินแถวบ้าน เดินๆ ไปก็เจอบ้านสวยๆ แปลกๆตา บ้านที่สวีเดนเหมือนบ้านในเกม The Sims คือไม่ได้มีรั้วกั้นสูงๆ แบบบ้านในไทย บางบ้านแทบจะไม่มีรั้วเลยด้วยซ้ำ บ้านหลังไม่ใหญ่มาก ใหญ่บ้างเล็กบ้าง สีสันไม่ฉูดฉาดแต่น่ารัก มีธรรมชาติ ต้นไม้มากมาย อากาศไม่ร้อนเกินไป โลวิซ่าพาเราเดินตามทางลัดเลาะบ้านนู้นบ้านนี้ เจอโรงเรียนที่อยู่ในช่วงปิดเทอม เดินเข้าป่าเล็กๆ ขึ้นเนินนู่นนี่ ระหว่างทางเดินในป่าโลวิซ่าหยุดแล้วเก็บบลูเบอร์รี่ลูกเล็กๆ แล้วเอาใส่ปากกิน เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจ เคยได้ยินมาว่าที่นี่มีเบอร์รี่เยอะ วันนี้นี่แหละที่เพิ่งจะได้เห็นวันแรก แต่บลูเบอร์รี่พวกนี้ยังไม่ค่อยโตเต็มที่ เลยเป็นลูกเล็กๆ และยังไม่ค่อยหวานเท่าไหร่ เธอพาเราเดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เราเพลิดเพลินกับธรรมชาติที่สวยงามและเขียวชอุ่มชุ่มชื้นหลังฝนตก (นิดๆ) ไปเมื่อตอนเย็น จนกระทั่งเรามาถึง.... เป็นเหมือนหน้าผาเล็กๆ ที่มีหินใหญ่ๆ เราเดินขึ้นไปตามหินนั้นแล้วก็ต้องทึ่งอีกรอบ เพราะวิวด้านล่างเราคือทะเลสาป กว้าง ใหญ่ สวยงาม และมองไปไกลๆ เห็นเมืองสต๊อกโฮล์มที่รัก เป็นวิวที่สวยมาก สวยจนไม่น่าให้อภัยที่เราไม่ได้เอามือถือมาถ่ายรูป เพราะตอนมาถึงบ้านโลวิซ่ามือถือเราแบตหมด เลยต้องชาร์จไว้ที่บ้าน เสียดายมากๆ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา มันสวยมากเกินจะบรรยาย แต่ก็คิดปลอบใจตัวเองซะว่าบางโมเมนท์สวยๆ ในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปเก็บไว้ก็ได้ แต่เราจะมองมันให้เต็มตาและเอาใส่ไว้ในใจให้นานๆ ก็แล้วกัน (แต่ไม่มีรูปมาอวดคนอื่นไง!) 

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เราเจอกระต่ายน้อยวิ่งเล่นอยู่ โลวิซ่าชี้ให้เราดู แต่พอมันเห็นพวกเราก็รีบวิ่งหนีไปในพงหญ้า ทุกอย่างดูเป็นแฟรี่เทลสำหรับเรามาก เราเดินผ่านโรงโบว์ลิ่งที่ไม่ได้ใช้แล้ว ทุกสิ่งดูแปลกตา และบ้านในละแวกนั้นดูอบอุ่น ดูมีความเป็น The Sims แต่เป็นเดอะซิมส์ในเรื่องจริง วันนี้เป็นวันที่ยาวนานสำหรับเราจริงๆ หลังจากบินลัดฟ้าข้ามเวลามาที่นี่ เราเดินกันไกลพอสมควรและโลวิซ่าก็เดินเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยตามเคย เธอบอกเราว่าถ้าเธอเดินเร็วไปก็บอกนะ เพราะเธอติดนิสัยเดินเร็ว เพื่อนๆ ชอบบ่น (แต่ชั้นว่าคนสวีดิชเดินเร็วกันทุกคนเลยนะ) เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เป็นการฝึกตัวเองดี อยู่ไทยไม่ค่อยได้ขยับมาก กลัวอ้วน มาอยู่นี่หวังว่าจะได้เผาผลาญพลังงานไปกับการเดินบ้าง และในที่สุดเราก็มาถึงบ้าน อาหารพร้อม คนพร้อม เราได้กินอาหารสวีดิชมื้อแรกที่นี่ ไม่แน่ใจว่าสวีดิชจ๋ารึเปล่า แต่เมนูเป็นสเต็กปลาแซลม่อนราดน้ำเกรวี่ พร้อมมันฝรั่งบด น่ากินมากกกก เราหิวมากแต่พอกินเข้าจริงๆ เรากินได้ไม่เยอะ คิดว่าอาจเป็นเพราะยังมีอาการ jet lag หรือป่วยๆ อะไรบางอย่างจากการที่นั่งเครื่องบินมานานแสนนาน และนอนน้อยด้วย วันนี้กินอะไรไม่ค่อยได้มากเท่าไหร่ และวันนี้เราเหนื่อยมาก มีความสุขมากแต่เหนื่อยจริงๆ พอกินกันเสร็จก็ต่อด้วยผลไม้ และไอศครีมวานิลลาพร้อมสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่มากกกกกกก มีความสุขมาก แถมพ่อแม่โลวิซ่ายังถามอีกว่าจะดื่มอะไรอีกมั้ย เบียร์มั้ย? หรือว่าไวน์ดี? เราไม่ค่อยมีอารมณ์อยากกินอะไรเป็นพิเศษเลยตอบไปแค่ว่า น้ำเปล่าค่ะ หลังจากมื้อเย็นเราก็นั่งคุยกันสักพัก เรื่อยๆ จนกลายเป็นนานจนเรารู้สึกเหนื่อยมาก ตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มเกือบห้าทุ่มได้แล้ว ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืด เราเกรงใจไม่กล้าบอกลา แต่ในที่สุดคุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า ‘ขอโทษที่เสียมารยาทนะ แต่ถ้าเหนื่อยหรืออยากกลับแล้วก็บอกได้นะ เราไม่ว่าอะไร..’ เธอพูดแล้วยิ้มและมีท่าทางเกรงใจเรามาก เราเลยบอกว่าเราไม่กล้าบอกเค้า เค้าเลยหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เป็นไรเลย คนสวีดิชเวลามีแขกมาจะไม่กล้าบอกลาแขกก่อน จะรอให้แขกบอก ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ของเรามาก เพราะเราเกรงใจและคิดว่าการขอตัวกลับก่อนเป็นเรื่องเสียมารยาท แต่คนสวีดิชคิดกลับกัน คุณแม่เล่าว่าเมื่อปีก่อนเคยมีแขกจากไต้หวันมา และไม่มีใครกล้าบอกลาหรือเลิกงานเลี้ยง เลยนั่งคุยกันจนตีสอง จนไม่ไหวกันแล้วเลยต้องมีใครสักคนพูด เราขำกันมาก แต่ก็อย่างว่าแหละว่าวัฒนธรรมต่างกันเราต้องเรียนรู้กันไป และในที่สุดเราก็ขอตัวกลับ โดยที่โลวิซ่าออกตัวว่าจะขับรถไปส่งเราที่โฮสเทล

me and Lovisa!


วันนี้เป็นวันที่ดีมาก เราได้รับการต้อนรับที่ดีและอบอุ่นจากโลวิซ่าและครอบครัว และทุกๆ อย่างที่เจอ พอเราถึงโฮสเทลก็กอดร่ำลากับโลวิซ่าด้วยคำพูดว่า ‘ขอบคุณมากนะสำหรับทุกอย่าง หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกเร็วๆ นี้ หรือไม่ก็สักวันนึงนะ’ มันเป็นความรู้สึกเศร้าแบบแปลกๆ ที่เวลาเราเจอเพื่อนใหม่ หรือใครสักคนที่เพิ่งรู้จักกันและมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน แต่เราไม่มีเวลามากพอที่จะใช้เวลาอยู่หรือเรียนรู้กับเขาไปมากกว่านี้ และเราก็ต้องบอกลา... นี่แหละนะ ธรรมดาของนักเดินทางที่ต้องเจอ เราบอกลากันและเข้าโฮสเทลไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม และเหนื่อย ช่างเป็นวันที่ยาวนานจริงๆ วันนี้! 


to be continue on the next episode!
โปรดติดตามตอนต่อไป..

จะว่าไป อ่านตอนก่อนหน้ารึยังเอ่ยยย

ตอนที่ 0 (แรกสุด)
http://mayajett.blogspot.com/2015/09/mj-random-journey-europe-sweden-part-0.html



You Might Also Like

0 comments