Chillax,babe

I'd lay down across the railroad tracks with you, I swear I think it is true

11 เมษายน 2557

Coeur De Pirate - Last Kiss / รักแรก จูบสุดท้าย



เมื่อเดือนก่อนได้มีโอกาสเริ่มต้นฟังอัลบั้มใหม่ของ Beatrice หรือในนาม Coeur De Pirate
นักร้องชาวแคนาดา ที่มีหน้าตาและลุคไม่เข้ากับเพลงน่ารักใสๆ ของเธอเลย (นางสัก
แบบเต็มตัว ถึงจะมีลายน่ารักงุงิๆ อลิซอินวันเดอร์แลนด์ก็เหอะ) แต่ยังไงเธอก็เป็นหนึ่งใน
นักร้องที่น่ารัก และอยู่ในดวงใจของเรามาจนถึงวันนี้

เพราะด้วยเสียงที่เป็นเสน่ห์ของเธอ ฟังแล้วมีความเศร้า เหงา ขี้เล่น ในเวลาเดียวกัน
และอัลบั้มนี้ ที่ชื่อว่า "Trauma" หรือที่แปลว่า ความเจ็บช้ำ.. นั่นเอง
คงไม่แปลกใจว่าทำไมอัลบั้มนี้ถึงต้องใช้คำนี้ เพราะทุกเพลง เป็นเพลง cover
มาจากศิลปินชื่อดังต่างๆ อาทิเช่น Amy Winehouse (You Know I'm No Good)
และนักร้องคนอื่นๆ -ซึ่งเพราะทุกเพลง เพราะเหี้ยๆๆๆ แบบ เพราะจริงๆ อยากให้ฟังกัน

ส่วนเพลงนี้ที่มีชื่อว่า "Last Kiss" นั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไม
ความหมายของเพลงนี่โคตรรรรรรรรรรเศร้า แบบเจ็บช้ำหัวใจมากๆ
เพราะเพลงนี้ Original คือของนักร้องที่ชื่อว่า Wayne Cochran ซึ่งเขียนจากเรื่องจริง
เอาเป็นว่าเรื่องราวของเพลง อยู่ในเนื้อเพลงทั้งหมดแล้ว...

(เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาเมื่อปี 1961)

...............................................................................................................

Oh where, oh where can my baby be,
The Lord took her away from me.
She's gone to heaven so I've got to be good,
So I can see my baby when I leave this world.

We were out on a date, in my daddy's car,
We hadn't driven very far,
There in the road, straight up ahead,
A car was stalled, the engine was dead.

I couldn't stop, so I swerved to the right,
I'll never forget the sound that night.
The screamin' tires, the bustin' glass,
The painful scream that I heard last...

When I woke up, the rain was pouring down,
There were people standin' all around.
Something warm going through my eyes,
But somehow I found my baby that night.

I lifted her head, she looked at me and said
"Hold me darlin' just a little while."
I held her close, I kissed her our last kiss,
I found the love that I knew I had missed.

Well now she's gone, even though I hold her tight,
I lost my love, my life that night.

Ooh-ooh-ooh-ooh-ooh...

...............................................................................................................

คงไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการออกเดทกับแฟนสาวสุดที่รัก
ในคืนวันที่ฝนตกพรำๆ ใครจะคาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเธอ
ตรงท่อนที่เศร้าเหี้ยๆๆๆ หัวใจแทบสลย คือท่อนที่ผู้เขียนบอกว่า

I lifted her head, she looked at me and said
"Hold me darlin' just a little while."

โอ๊ยยยยยยยยยยย ฆ่ากูเหอะ ถ้าเจอแบบนี้เองกับตัวคงไม่รู้จะเศร้าไปอีกนานแค่ไหน
เอาเป็นว่าเพลงนี้เศร้าโคตรๆ อาจเป็นเพราะเสียงของนาง Beatrice เศร้าอยู่แล้วด้วย
พอฟังเวอร์ชั่นนี้เลยยิ่งอยากจะร้องไห้ (เราไปฟังเวอร์ชั่นของจริงมา มันจังหวะเร็วๆ)

เอาเป็นว่า ให้คะแนนพี่กระต่ายน้อย Beatrice ในการ cover ครั้งนี้เต็มร้อยค่ะ

ปล. ท่อนนี้ก็เศร้าโคตรๆ

She's gone to heaven so I've got to be good,
So I can see my baby when I leave this world.

T_T

10 เมษายน 2557

My bubba - Island (official video)



* My bubba's team support *

The next song from My Bubba's new album "Goes Abroader" is here "Island"
two girls running around the island and end up swimming together, meeting the seahorses and fishes
I find the cuteness overload this tune, play it in repeat hour by hour, all day everyday
and it makes me so much happier, the soundtrack of my life.

And definitely the song for 'the beach playlist' because I love going to the beach!
maybe someday I will meet them and say..

Let's go running around my island, bubba!

P.S. free download here in Reykjavik grapevine 
http://grapevine.is/Art/ReadArticle/Track-Of-Issue-My-Bubba-Island

23 มีนาคม 2557

Blind state - My Bubba & Mi / เหนื่อยนัก ก็พักใจ



นานแล้วที่อยากจะเขียน Review เกี่ยวกับเพลง
และแน่นอนว่าเพลงเหล่านั้น จะต้องเป็นเพลงโปรดของเราแน่นอน :)

วันนี้ขอเริ่มด้วยเพลงฟังง่าย สบายๆ จากวงหญิงล้วนขั้วโลกเหนือ..
My bubba & Mi จากประเทศไอซ์แลนด์ ตอนนี้วงเหลือ 2 คน และเปลี่ยนชื่อเป็น My bubba
เพลงทุกเพลงฟังง่าย มีดนตรีเบาๆ กีต้าร์ แบนโจ ดับเบิ้ลเบส สวีดิชฮาร์พ (Swedish harp)
คีย์บอร์ด และฮาร์โมนิก้า  รับรองว่าใครที่ได้ฟังจะต้องติดใจ...

และที่สำคัญ ยังทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

................................

Blind State 

If you are tired of seeing things
come and find a blind state I have designed
we can walk with our nose we can talk with our toes
through tactile trails and smell details

smooching, pineapple rag,
make out

It’s ever dark but don’t be scared
take my hand, we can walk the long way home
cause we’re off the hook from devil’s tool facebook
take my hand, we can walk the long way home

But beware, keep your nostrils far away from the maple tree
poison earwax birds may sing sweet, but when heard,
you’ll drown in the south sea

................................

เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่ทุกครั้งที่เราโมโห หรือหงุดหงิดใจเรื่องอะไรก็ตาม
เราจะเปิดฟัง.. แล้วอารมณ์ก็จะดีขึ้นเอง เชื่อว่าสองสาว Bubba กับ My เธอรู้ดี
ว่าจะร้องเพลงกล่อมคนฟังยังไง และมันก็ได้ผลจริงๆ เธอเรียกแฟนๆ ของเธอว่า
'lullaby receivers' แอร๊ยยยย น่ารักโคตรๆ <3

และกิมมิคที่น่ารักของเพลงนี้ก็คือ
คำว่า 'smooching, pineapple rag' 
ความจริงเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก ว่านางจะสื่ออะไร
เพราะส่วนมากเราจะเข้าไม่ค่อยถึงสิ่งที่นางพูดสักเท่าไหร่ ติสแตก
แต่ pineapple rag เป็นเพลงบรรเลงของ Scott Joplin ที่ฟังแล้วอารมณ์ดีม้ากมาก
(ถ้านึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร ให้ลองนึกถึงของเล่นหยอดเหรียญ
รูปช้างม้าวัวควายต่างๆ ในห้าง ที่หยอดแล้วขึ้นไปขี่แล้วมีเพลงออกมา..
เพลงที่คุ้นหูสุดๆ เป็นเพลงจากศิลปินคนนี้นั่นเอง / ยังนึกไม่ออกใช่มั้ย google เลยขร่ะ)

และคำอื่นๆ จากในเพลง ฟังรวมๆ จากทุกเพลงในอัลบั้มแล้ว
นางจะพูดถึงชีวิตรอบๆ ตัวซะส่วนใหญ่ สองสาวบั๊บบ้า และมี มาจากไอซ์แลนด์ และสวีเดน
แน่นอนว่าจะต้องมีอะไรที่แปลกใหม่กว่าบ้านเราแน่ๆ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าแปลกยังไง
ลองฟังเพลง และหาเพลงอื่นของสองสาวได้ใน youtube

รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

<3


Kuala Lumpurrr (กัวลาลัมเปอร์) / เที่ยวมาเล กับพี่มั้ยน้อง PART 3 + 4 The End

Kuala Lumpur, Malaysia 

PART 3 + 4 The End
Merdeka Square + KL Downtown + Petronas Tower
and Go Home 

..............................................

วันที่ 3 วันนี้เราตั้งใจจะไปเดินที่ เมอร์ดีก้า สแควร์ (Merdeka Square)
เป็นจตุรัสกลางเมือง ที่เราก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากเท่าไหร่
รู้แต่ว่าสวย มีทหาร มีม้า มีคนเยอะ และร้อนนนนนนนนนมากกกก
ร้อนจนไม่สนใจอะไรเท่าไหร่แล้ว เออ สรุปมาเที่ยวเพื่อออค่ะ 
แต่ก็ถ่ายรูปมาให้ดูคร่าวๆ ตามที่ลง จริงๆ รูปมีเยอะกว่านี้มาก
แต่กลัวว่ามันจะเยอะเกินไป เลยคัดเลือกมาเท่าที่เห็นนะจ๊ะ :)


จตุรัสเมอร์ดีก้า มีนักท่องเที่ยวมาเดินประปราย ไม่ได้เยอะจนเกินไป
อาจเป็นเพราะอากาศร้อนมากๆ หรือยังไงก็ไม่รู้ เพราะไม่ค่อยมีที่ร่มๆ
ให้พักเหนื่อยสักเท่าไหร่ เราก็เดินๆ ถ่ายรูปไป ในใจก็คิดว่า 
เมื่อไหร่จะเจอที่เย็นๆ ซักทีวะ อยากนั่งแล้ว (แต่แม่เดินอย่างไม่ซี)


ในมือถือมือถือตลอดเวลา เนื่องจากลืมเอากล้องถ่ายรูปมาจากไทย
เลยต้องอาศัยกล้องไอโฟนตลอดทริป 


มีทหานขี่ม้าด้วย ทีแรกนึกว่าพวกให้ขี่ม้าแบบเสียตังค์


ป้ายนี้.. อะไรสักอย่าง 


ธงประจำชาติของมาเลเซีย 
เสาธงต้นนี้สูงมากกกก มากๆ แบบเงยหน้าแล้วเกือบตีลังกากลับหลัง


Kuala Lumpur City Gallery 
อ่าาห์ ที่นี่ต้องมีแอร์แน่นอน.. เข้าค่ะ


มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร เนื่องจากข้างในเย็น
และเข้าฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 


ข้างในมีงานนิทรรศการของศิลปินคนหนึ่งจัดแสดงอยู่
ผลงานเป็นรูปวาดสีอะครีลิค (มั้ง) ภาพเกี่ยวกับชายหญิงรักกัน 
มีปลาหมึก มียีราฟ มีน้ำตา ซึ่งเราไม่ได้อ่านเนื้อเรื่องเต็มๆ
ลายเส้นแปลกๆ บางมุมคล้ายลายเส้นเด็กวาด แต่มีกิมมิค
คือดูแล้วรู้สึกมีเสน่ห์ แบบบอกไม่ถูก จะว่าไป 
เราก็ไม่เคยบอกอะไรถูกอยู่แล้วใช่มั้ย ในบล็อกนี้เนี่ย


แฮร่!


อันนี้จะบอกถึงความเป็นมาของ China town ใน KL
ประเทศมาเลเซียมีประชากรส่วนมากคือชาวมุสลิม 
และคนจีน ซึ่งคนจีนนี่เราไม่รู้ว่าเป็นไงมาไง ไม่ได้อ่านด้วยแฮะ
รู้แต่มีเพื่อนที่เป็นคน KL ที่เป็นคนจีนทั้งคู่ ดูเหมือนชาวจีนในมาเล
ส่วนมากจะเป็นพวกค้าขาย และมีฐานะค่อนข้างดี
แอบเสียดายที่คราวนี้เพื่อนๆ ไม่ว่างที่จะมาเป็นไกด์ให้พวกเรา
(หรือนางอาจจะเกลียดและเลิกคบเราแล้วก็เป็นไดดด้)


มาถึงมุมนี้ หนุ่มน้อยจ้องตาไม่กระพริบกับ..


คุณลุงที่แกะสลัก และต่อไม้เป็นรูปตึก และอื่นๆ คือสวยมาก 


ตัวอย่างจ้ะ

พอหลังจากครึ่งวันเช้าที่แสนจะร้อน ออกจาก Gallery เราก็เดินไปห้างกัน
เดินผ่านย่านคนแขก ที่มีแต่ร้านขายเครื่องเทศ จายซีดีเพลงแขกๆ
น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่แบบ ดูจากสภาพอากาศและบรรยากาศแถวนั้น
แล้วขอบาย เพราะร้อนมากๆ และถนนแถวที่เดินไปมันก่อสร้าง
เลยเดินลำบาก และคนเดินกันเยอะมาก เลยไม่อยากแวะไหน

ทีแรกว่าจะกินแมค อยู่ๆ ก็อยากกิน เดินหานานมากกก พอเจอ
ก็เป็นอย่างที่คิด คือคนเยอะมากกกกกกกกก แบบแปดสิบล้านคน
แล้วยิ่งเป็นวันเสาร์ด้วย ก็เลย.. ขอบายดีกว่า 
ไปหาร้านอื่นนั่ง ในที่สุดก็จบด้วย starbucks เพราะเย็นและมีที่นั่ง
และหลังจากกินอะไรที่นี่เสร็จ ก็บอกแม่ว่าอยากกลับโรงแรม
(นี่เรามีสกิลการเที่ยวที่กากมากๆ เลเว่ล 1 อะไรประมาณนี้)
ก็เลยเดินกลับกัน ไม่ไกลมาก แต่แม่ขอแยกกันตรงสถานีรถไฟฟ้า
แถวๆ โรงแรม นางจะไปเที่ยวต่อ เราเลยเดินกลับมาอย่างร้อน


แถวโรงแรมมีร้านนี้ มีแต่แขก 


พอถึงโรงแรม ดีใจมาก ได้กระโดดขึ้นเตียง และมีแอร์
นอนได้สักสองชั่วโมง แม่ก็กลับมา มีของกิน ก็กิน 
และก็นั่งๆ นอนๆ สักพักก็เย็น แม่ชวนไปเดินแถวๆ ตึกแฝด
หรือเรียกว่า Petronas Tower เป็น signature ของ KL 
ที่ใครมา ก็ต้องมาถ่ายรูปนางไป ไม่งั้นมาไม่ถึง!
ทีแรกก็ไม่คิดอะไร คิดว่าเออพอไปถึงมันคงไม่ใหญ่มากมั้ง 
แต่พอได้เห็นจริงๆ เออ นางเก๋จริง สูง และดูสง่า ก็ถ่ายรูปกันตามระเบียบ


หลังจากนั้นก็ไปเดินห้างที่อยู่แถวๆ นั้น 
ช็อปปิ้งสัก 2 ชั่วโมง แล้วก็กลับโรงแรม


สำหรับคืนนี้ เราเขียนโปสการ์ดไปทั้งหมด 6 หรือ 7 ใบนี่แหละ
มีทั้งส่งไปที่ไทย และที่ต่างประเทศ สำหรับคนพิเศษที่คุ้นเคย 
สำหรับวันนี้ก็จบแค่นี้.. 

วันต่อมา เป็นวันสุดท้าย
วันที่ 4 ใน KL วันนี้ไม่มีอะไรมาก
แม่อนุญาตให้ตื่นสายได้.. ซึ่งเราก็จัดไป 10 โมงค่ะ 
ถามว่าหิวไหม.. มาก 


เลยเดินมากินบะหมี่แถวย่าน มัสยิด จาเม็ค
บะหมี่อร่อย หน้าตาเหมือนชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว แต่รสชาติเด็ดกว่า
แต่เราอิ่มเพราะสั่งข้าวมันไก่เนื้ออวบๆ มาก่อนหน้าบะหมี่
ก็เลย.. เป็นเด็กอ้วน 


อันนี้คือ อะไรสักอย่าง ที่มีไอติมกะทิ มีอะไรคล้ายๆ ลอดช่อง
แต่ไม่หอมเท่าของไทย มีน้ำแข็งใส 
สั่งได้ที่ร้าน Old town coffee เป็นร้านกาแฟชื่อดังของมาเลย์


สุดท้ายแล้ว เรานั่งรถไฟ express สายตรงไปที่สนามบิน
รถไฟดี นั่งยาวเพียง 26 นาที หรือใกล้เคียงนั้น 
แต่ค่ะ... นั่งมาถึงสนามบินปุ๊ป ก็ว่าทำไมมันดูหรูกว่าสนามบินตอนขามา
สรุปว่า.. เรามาผิดสนามบิน กำ ใครจะไปรู้เนี่ย ว่านางมีหลายสนามบิน

คือของเราขึ้น AirAsia เลยต้องไปขึ้น (สนามบินกากๆ) 
ที่้เคยกล่าวไว้ในโพสก่อนๆ ซึ่งต้องเสียเวลานั่งรถบัสไปอีก
ประมาณ 15 นาที... สิ้นกันไป แต่ก็ต้องไป

แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีข่าวเรื่อง MH-370 พอดี
ดูทุกคนที่มาเลย์ติดตามข่าวนี้กันมาก นี่เล่าเฉยๆ 
เพราะเราก็ฟังภาษาบ้านเค้าไม่ออก เลยไม่รู้ความเป็นไป
มากไปกว่าที่อ่านในพันทิป

ระหว่างทางที่นั่งรถบัส เราก็ฟังเพลงจากอัลบั้ม 
TOO TRUE ของ DUM DUM GIRLS 
ที่เพิ่งจะสั่งซื้อซีดี + เสื้อยืดผ่านเน็ต หวังว่ากลับไปคงได้นะ
(แอบโฆษณาให้เฉยเลยค่า)
เพลงได้บรรยากาศมาก เพราะทุกอย่างมืดแล้ว

การเดินทาง 4 วันในมาเลเซีย ก็จบลงเพียงเท่านี้
หวังว่าทริปหน้า maya jett จะอัพสกิลการเที่ยวของนาง
ให้ไปถึงเลเวล 2 หรือ 3 สักทีนะ

(ทริปหน้าไปสิมิลันจ้า อิอิ)


Good bye Malaysia
See you soon someday (if  I want to)

Music of the night > Lead Me Into The Night - The Cardigans



16 มีนาคม 2557

Kuala Lumpurrr (กัวลาลัมเปอร์) / เที่ยวมาเล กับพี่มั้ยน้อง PART 2

Kuala Lumpur, Malaysia 

PART 2
Melakka (มะละกา)
The Red City เมืองศิลปะสีแดง

..............................................

วันที่ 2 แม่รีบปลุกคุณลูกแต่เช้า คิดว่าจะไปให้ถึงมะละกาเร็วๆ
ตื่นเช้าจริง แต่... กว่าจะไปถึงมะละกาได้ เราขึ้นรถไฟผิดสาย ประมาณ 2 รอบ
และนั่งเลยไปประมาณ 2 รอบ คือสายเค้ามีเยอะกว่าในกรุงเทพฯ
เลย งง เพราะต่างที่ ไอ้ที่นู้นคิดว่าดูแล้ว ต้องลงสายนี้นะ บลาๆ 
สรุปผิดหลายรอบ ไม่โมโหนะ แต่ฮาดี แบบว่า จะได้ไปมั้ย
เพราะว่านั่งรถไฟแล้ว ก็ต้องไปต่อรถบัสอีก ซึ่งกว่าเราจะถึงสถานีรถบัส
ก็เกือบเที่ยวแล้วจ้า แล้วพอซื้อตั๋วเสร็จ เราก็ได้รอบ เที่ยง

เป็นอันว่าตื่นเช้ามา เพื่อนั่งรถไฟผิดสายนั่นเองงง


มะละกา เป็นเมือง (เล็กๆ -ไม่แน่ใจ เพราะมานี่ แม่จัดทริปเองหมด และ
เราเองก็ไม่ได้ศึกษาพื้นที่ไหนๆ เป็นพิเศษ แย่เนอะ)
ซึ่งไม่น่าจะใช้เวลานานมาก อารมณ์คล้ายๆ นั่งรถจากกรุงเทพฯ 
ไปหัวหิน อะไรทำนองนี้ เรานั่งรถบัสแบบ non stop มาจนถึงมะละกา
ใช้เวลาทั้งสิ้น... 2 ชั่วโมงค่าาา 
คุณพระ! ทีแรกแม่บอกว่าชั่วโมงเดียว แต่ทำไมมันนานขนาดนี้
ตอนอยู่ในรถก็ฟังเพลงแล้วฟังเพลงอีก แถมแบตจะหมด 
ด้วยความโง่คือ เอาแบตสำรองมา แต่ลืมเอาสายชาร์จมา 
ซึ่งไม่สามารถหยิบยืมใครได้เลย

พอถึงมะละกา อากาศร้อนมากๆๆๆ
ที่น่าแปลกใจตั้งแต่เช้าแล้ว คือคนที่นี่ใส่เสื้อสีแดงเยอะมาก
ใส่เยอะจนคิดว่า วันนี้มันเป็นวันอะไรพิเศษๆ ของเค้ารึเปล่านะ
แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ แต่ไม่เป็นไร สีแดงสีโปรด
เราก็ใส่สีแดงเหมือนกัน (ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่เสื้อแดงนะคะ)


มะละกา มีแต่ตึกสีแดงๆ สถาปัตยกรรมสวยงาม มีรถสามล้อแบบนี้ขับทั่วเมือง
และที่เด็ดคือ นางตกแต่งรถด้วยตุ๊กตาหวานแหววต่างๆ 
มองๆ ไปก็น่ารัก คาวาอิ มากๆๆ ทีแรกก็อย่างนั่งนะ
แต่พอเห็นอากาศแล้วก็ยอมแพ้ ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
แต่เราก็ต้องเดินต่อไป


แท็กซี่ของมะละกา 
และเมืองที่อยู่ด้านหลัง จุดนี้จะเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง
ที่รถจะต้องมาจอดส่งผู้โดยสารที่นี่
มี Tourist Information อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน


โฉมหน้าของรถสามล้อ Kawaii Kitty ที่เราพูดถึง
น่ารักมากๆ ถ้าอากาศเย็นกว่านี้ จะขอนั่งเลย 
แต่เรื่องราคานี่ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ น่าจะไม่เกิน 500 บาทไทยมั้งนะ


ชอบภาพนี้มากๆ 


เสื้อ ที่ไม่ได้ซื้อ


คุณลุง ขายอะไรสักอย่าง 


มะละกา เป็นเมืองที่มี Museum เยอะมากๆ เยอะแบบว่าติดกันทุกตึก
ตึกนึงก็เล็กๆ แต่ด้วยความที่ร้อน และรู้สึกไม่สบายตัวเท่าไหร่ 
เลยไม่ค่อยอยากแวะที่ไหนนานๆ จะแวะเฉพาะบางมิวเซียมที่อยากเข้าจริงๆ 
รูปนี้เป็นมิวเซียมประจำเมือง เข้าชมฟรี 


รถไฟเก่าของมะละกา
มีบางโบกี้ทำเป็นร้านขายของที่ระลึก 
อากาศร้อนเกินกว่าจะเดินเข้าไปดู (สรุปคือไม่อยากทำไร)


ที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์แสตมป์เก่าของมะละกา 
เสียค่าเข้าชม 2 RM หรือ 20 THB โดยประมาณ
เราอยากเข้าไปดูแสตมป์ เลยเลือกเข้าที่นี่ 
พอเข้าไป ปรากฏว่า มีดิฉันคนเดียวที่เข้าไปดู
ซื้อบัตร ขึ้นไปข้างบน ก็พบแต่ความเคว้งคว้าง (เว่อร์สาด)

แต่ตึกรามบ้านช่องที่นี่สวยงาม เป็นพื้นไม้ บ้านมีความเป็น.. อะไรสักอย่าง
คล้ายๆ ชิโน โปรตุกีส มั้ง แต่ตึกพวกมิวเซียมจะแตกต่าง 
เราไม่มีความรู้พอที่จะบอกได้ บอกได้แค่ว่า สวยจริงๆ 


Selfie กับบุรุษไปรษณีย์
ตอนเดินเข้ามาถึงมุมนี้ ตกใจแทบวาย เพราะมีหุ่นแบบนี้ถึง 3 ตัว
แต่ละนางใส่ชุดบุรุษไปรษณีย์ในแต่ละสมัย

เลยขอนางถ่ายรูปด้วย
ด้วยความที่มีจินตนาการล้ำเลิศ
เดินๆ ดูอยู่คนเดียว ก็กลัวว่านางบุรุษฯ เหล่านี้จะออกมาเดินเป็นเพื่อน
แต่ก็ไม่มีอะไรนะ ฮ่าๆ 


ชุดนี้ก็ดีนะ คล้ายๆ กับบ้านเราเลย เหมือนเคยเห็นสมัยก่อน
แต่สมัยนี้ บุรุษไปรษณีย์ใส่ชุดอะไรกัน เราจำไม่ได้แล้ว
เพราะมัวแต่สนใจจดหมายที่ได้มากกว่า :)


รูปแสตมป์ถ่ายมาได้ไม่ค่อยเยอะ เพราะอยู่ในตู้
และแบต iPhone เราเหลืออยู่ 1 เปอร์เซนต์ค่าาาาาาาาา 
โอยยยยยยยยยยย เพลีย ไม่มีที่ชาร์จเลยทั้งสิ้น


แสตมป์ที่มีที่นี่ ส่วนมากจะเป็นรูปหน้าพระนางต่างๆ หรือหน้าผู้นำมาเลย์
ซึ่งเราไม่ได้สนใจอะไรมาก ตอนนั้นเหมือนรู้สึกไม่สบายตัวเท่าไหร่
ปวดฉี่ด้วย เลยไม่ค่อยได้หยุดดูดวงไหนนานๆ ดูผ่านๆ
แล้วคงกลัวผีด้วยมั้ง (กากสัสๆ)


เดินๆ ไปเรื่อยๆ เมืองนี้สวยจริงๆ 


ร้ายขายของฝากที่มะละกา 
จัดร้านได้เก๋ และลงตัวกับสี กับตึก ทุกอย่างคือดี ชอบมาก 
อยากเป็นเจ้าของร้านนี้เลย


เชิช


คุณลุงผู้ไม่ย่อท้ออออ วู้ว


ทำท่าก้าวขา แต่จริงๆ ไม่ขึ้น ร้อนโคตรรร


ถ่ายกับพี่ไดโนเสาร์
ตรงนี้น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับดวงดาว และไดโนเสาร์
แหม.. เสียดายที่ไม่ได้เข้าอะ 
แต่ตอนนั้นหิวมากๆ (มาเพื่อ?)


ชอบสีแดงของเมืองนี้มากๆ 
เสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาจากบ้านที่ไทย


ค่าาา


อะไรๆ ก็แดง


มาถึงย่านขายของกันดีกว่า
นี่คือศิลปะบนกำแพงของร้านขายเสื้อ ยี่ห้อ อะไรสักอย่างจำไม่ได้
แต่ร้านนี้เก๋มากๆ เลยซึ้อมาฝากเบบี๋ตัวนึง
เสื้อมีหลายแบบมาก แต่แพงเลยซื้อมาแค่ตัวเดียว
ขี้เกียจคุยกับป้าด้วย 


น่ารักดี 


นี่คือร้านขายของฝากทั่วไป คล้ายๆ กับเมืองไทย
เรากำลังเลือกของให้เพื่อน Penpal ที่อเมริกาอยู่
ทันใดนั้นป้าเจ้าของร้านก็เดินมา

แล้วตอนจ่าตังค่าาาาา (อยากเล่า)
นางบอกกับเราว่า You are very beautiful แหมตอนนั้นเขินมาก อุ๊ยตายละ!
และดีใจที่ป้าไม่พูด หนี ห่าว ด้วย 555 ป้ารู้ว่าไม่ใช่คนจีน


อุ๊ยนี่แม่ถ่าย ชอบจัง


เดินๆๆ และเดิน


ป้ายสวยดี ตรงนี้จะเป็นริมน้ำ
ลืมเล่าไป ว่าเราได้แวะกินข้าวกันที่ร้าน ข้าวมันไก่ 
เห็นคนที่นี่บอกว่า ข้าวมันไก่อร่อย ซึ่งคุณพระ! มันอร่อยจริงๆ
ไก่เป็นไก่ เนื้อเยอะมาก หนังมาเต็ม และข้าวอร่อยมาก!!!!!!!
อร่อยแบบ เกิดมาไม่เสียชาติเกิด อร่อยเหี้ยๆๆๆ 
เสียดายไม่ได้เอารูปมาลง เอาเป็นว่าอร่อยมากกแทบร้องไห้


แขนใหญ่จัง


สุดท้ายของตอนที่ 2 ก็คือ เราชอบมะละกามากกก
เราชอบเที่ยวที่ๆ มีความเป็นศิลปะ Unique แบบมีอะไรที่เป็นของเค้า
ที่น่าสนใจ ถ้าไปในเมืองแบบ KL เราจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
เลยแฮปปี้มากที่ได้มาที่นี่ ถึงอากาศจะร้อนไปหน่อยก็ตาม

ส่วนเรื่องอากาศ
อยากบอกว่าอากาศที่มาเลย์ร้อนกว่าไทย แต่อาจจะสูสีกันในบางเวลา
แต่ที่แย่ก็คือ มาเลย์จะไม่ค่อยมีลมพัด ซึ่งเราไม่รู้ว่าทำไม
และมันยากต่อการหายใจมากกก ยิ่งเวลาเดินเหนื่อยๆ มันจะหอบ
พอหอบ ไม่ค่อยมีอากาศหายใจ อาจตายได้ (เว่อร์ปะ)
เราเลยไม่ค่อยมีความสุขนักกับสภาพอากาศของนาง

เอาเป็นว่าวันนี้ กลับโรงแรม สลบบบบ 

Music of the night - Even If I Don't - Rachael Yamagata